ผู้เชี่ยมชม

374289
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
14
31
305
373595
1600
2042
374289

Your IP: 3.95.63.218
Server Time: 2019-04-26 07:49:18

นโยบายพรรค

วิสัยทัศน์

เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน

...เพื่อให้เกิดความเสมอภาค  และการมีส่วนร่วมของคนในชาติ...

( โดยไม่กู้เงิน  เพื่อมาเป็นงบพัฒนาประเทศ )

 

นโยบายพรรค

๑.   นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๑.๑  โครงการปลูกป่าเทียมเพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำ เสริมไม้จริง  ลดภาวะโลกร้อน

                   ป่าเทียม จะปลูกเสริมกับป่าไม้จริง หรือปลูกไม้จริงเสริมกับป่าเทียม ก็ได้ผลทั้งสองกรณี

ป่าเทียม คือ แผ่นคอนกรีตทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู หรือรูปตัว U ขนาด ๖๐x๔๐ ซม. หนา  ซม. นำไปวางขวางทางน้ำบนภูเขา หรือที่ลาดชัน ตามสภาพของพื้นที่ เพื่อบังคับน้ำให้ซึมลงดิน หรือเรียกว่าเติมน้ำลงดิน จะทำให้พื้นดินเกิดความชุ่มน้ำ เมื่อดินชุ่มน้ำ เราก็ปลูกไม้จริงเสริม ซึ่งเมื่อถึงฤดูแล้ง ดินยังคงชุ่มน้ำ ไม้จริงที่เราปลูกไว้จะเจริญเติบโตอุดมสมบูรณ์ และต้นไม้ธรรมชาติจะเกิดตามโดยไม่ต้องปลูก ทำให้ดินอุ้มน้ำและเป็นป่าต้นน้ำ ในอนาคต ภูเขาทั้งลูกจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ        ขนาดใหญ่ (ไม่ต้องสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำให้กระทบสิ่งแวดล้อมแผ่นคอนกรีตที่วางขวางทางน้ำจะช่วยทำให้น้ำกระจายตัวออกทั่วทั้งภูเขา ไม่ให้น้ำรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอความเร็วของน้ำแก้ปัญหาการชะล้างหน้าดินและน้ำท่วมได้อีกระดับหนึ่ง) การปลูกป่าเทียมดำเนินการก่อนฤดูฝน เมื่อฝนตก น้ำฝนจะซึมลงดิน (ซึมลงในภูเขา) พอถึงฤดูแล้งหน้าดินก็ยังชุ่มไปด้วยน้ำ  น้ำที่อยู่ในดินบนภูเขาจะซึมออกมาบริเวณเชิงเขาตลอดทั้งปี (เรียกว่าน้ำตก)  ที่บริเวณนั้นอุณหภูมิจะเย็นลง ช่วยลดโลกร้อนได้อีกระดับหนึ่ง อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า ที่เราเห็นกันอยู่ทุกปีจนชินตา โดยเฉพาะภาคเหนือ          ภาคอีสานตอนบน ซึ่งมีภูเขาที่มีพื้นที่มาก พอถึงฤดูแล้ง ดินบนภูเขาจะแห้งแล้ง ซึ่งกลายเป็นเชื้อไฟ  อย่างดี เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟป่า ดังนั้น พรรคพลังอุดร ขอเน้นย้ำกับพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า    เมื่อโครงการปลูกป่าเทียมของ พรรคพลังอุดร เกิดขึ้น ผิวดินบนภูเขาจะชุ่มไปด้วยน้ำ พื้นดินจะเป็น      สีเขียว เพราะจะถูกปกคลุมไปด้วยพืช และป้องกันการเกิดไฟป่าได้อย่างยั่งยืน

.๒        โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างยั่งยืนไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม

..๑   ๑/การแก้ปัญหาอุทกภัยภาคกลาง (กรุงเทพมหานคร) พรรคพลังอุดร มองไปยังแม่น้ำสายสำคัญ

๖ สาย และเขื่อนกั้นน้ำหลักๆ ๕ เขื่อน ดังนี้

(๑)    แม่น้ำปิง มีเขื่อนภูมิพล ตั้งอยู่จังหวัดตาก

(๒)   แม่น้ำวัง มีเขื่อนกิ่วลม ตั้งอยู่จังหวัดลำปาง

(๓)   แม่น้ำยม ไม่มีเขื่อนแต่ไหลมารวมกับแม่น้ำน่าน

(๔)   แม่น้ำน่าน มีเขื่อนสิริกิติ์

(๕)   แม่น้ำป่าสัก มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

(๖)   แม่น้ำเจ้าพระยา มีเขื่อนเจ้าพระยา  

พื้นที่บนภูเขา เดิมเคยเป็นป่าต้นน้ำ (ต้นไม้อุดมสมบูรณ์) ไหลลงสู่เขื่อน ปัจจุบันต้นไม้ใหญ่และพืชคลุมดินมีจำนวนลดลงมาก เมื่อฝนตกลงมา น้ำฝนจะชะล้างหน้าดิน และแร่ธาตุในดินไหลลงสู่เขื่อนต่างๆ เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ก็เป็นเหตุให้เขื่อนตื้นเขิน เช่นเดียวกับอ่างเก็บน้ำต่างๆ ก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกันส่งผลให้บรรจุหรือกักเก็บน้ำได้น้อยกว่าเดิม ดังนั้น เขื่อนที่สร้างมาหลายสิบปี การวัดน้ำด้วยเครื่องโทรมาตรก็จะคลาดเคลื่อนได้ ส่งผลให้คาดการณ์ถึงปริมาณ หรือความสามารถกักเก็บน้ำผิดพลาด หากได้ตรวจสอบในสาเหตุที่เกิดขึ้นนี้ก่อน ก็จะสามารถวางแผนได้ว่า ควรจะกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อจะรองรับมวลน้ำที่จะไหลมาเพิ่มในช่วงฤดูฝน (แล้วแต่ว่าแต่ละปี ฝนจะมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ) เพราะข้อมูลน้ำฝนของแต่ละปี บวกลบร้อยละ ๑๐-๑๕  ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเขื่อน จะทราบข้อมูลดีว่าเขื่อนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ได้ติดตั้งเครื่องโทรมาตรใน    อ่างเก็บน้ำ เพื่อคำนวณและคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งโดยภาพรวมแล้วเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง ๕ แห่ง มีวิธีบริหารจัดการน้ำที่ดีอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว  ซึ่ง พรรคพลังอุดร มีโครงการปลูกป่าเทียม เพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำ สามารถชะลอมวลน้ำเบื้องต้น และโครงการขุดบ่อหรือสระ เพื่อกักเก็บน้ำในพื้นที่ของเกษตรกร ตาม ๒ ฝั่งแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขา (ถ้าบ่อน้ำหรือสระน้ำรวมตัวกันจำนวนมากก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิงขนาดใหญ่) และทำประตูปิด - เปิดน้ำ-สร้างทำนบ ๒ ฝั่งแม่น้ำตามสภาพพื้นที่  ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย เพื่อยกน้ำขึ้นให้น้ำไหลเข้าบ่อหรือสระที่ขุดเอาไว้ตามแปลงนาที่เกษตรกรอนุญาตให้ขุด  เพื่อชะลอมวลน้ำไม่ให้ไหลมารวมกันเร็วเกินไป และยังช่วยให้ชาวนากักเก็บน้ำไว้ใช้ เมื่อฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้งได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่นแม่น้ำเจ้าพระยา

.๓   พรรคพลังอุดร มีโครงการ

                (๑)  ก่อสร้างประตูปิดเปิดน้ำยื่นเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านละ ๓๐-๓๕ % รวมสองด้าน๖๐-๗๐ %

            (๒)  สร้างทำนบสองฝั่งแม่น้ำกว้าง ๖ เมตร สูง ๒ เมตร ทำประตูปิด - เปิดเป็นช่วงๆ เพื่อยกระดับน้ำให้ไหลเข้าพื้นที่การเกษตร เข้าบ่อหรือสระน้ำที่ขุดไว้ ช่วยลดจำนวนน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงเวลาน้ำหลากและชะลอมวลน้ำได้อีกระดับหนึ่ง 

แม่น้ำสาขา พรรคพลังอุดร มีโครงการ

                (๓)    ก่อสร้างฝายน้ำล้น ประตูปิด-เปิดน้ำ

             (๔) สร้างทำนบน้ำเพื่อยกระดับน้ำให้ไหลเข้าแปลงนา บ่อหรือสระของเกษตรกร เป็นการชะลอและลดมวลน้ำ ไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเร็วเกินไป

                (๕)   ขอพื้นที่เกษตรกร ๑๐ % ของพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตร ตามแนว ๒ ฝั่งแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขา โดยวิธีขุดบ่อหรือสระเพื่อพักน้ำ (ถ้าบ่อน้ำหรือสระน้ำรวมตัวกันจำนวนมากก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิงขนาดใหญ่)

.๔  ยกตัวอย่างเช่น

                (๑)   พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ ด้านละ ๑ กิโลเมตร สองข้างรวม ๒ กิโลเมตร

                (๒)   พื้นที่ความยาว ๑๐๐ กิโลเมตรคิด  ๑๐ % ของพื้นที่ ขุดลึก ๑ เมตร  =  ๒๐ ตารางกิโลเมตร

ขุดลึก ๔  เมตร = ๘๐  ตารางกิโลเมตร  ( ขุดลึก ๑ เมตรต่อ ๑ ตารางกิโลเมตร  จะได้เนื้อที่  ๖๒๕ ไร่ )

ดังนั้น  ๖๒๕x๘๐ ๕๐,๐๐๐ ไร่  ๑ไร่ = ,๖๐๐ ตารางเมตร ก็เท่ากับ ๑,๖๐๐ ตารางเมตร x ๕๐,๐๐๐ ไร่

จะได้เนื้อที่กักเก็บน้ำ  ๘๐,๐๐๐,๐๐๐  ลูกบาศก์เมตร  (แปดสิบล้านลูกบาศก์เมตร)  ใช้งบประมาณใน

การขุด  ๒๕ บาท/คิว   ดังนั้น ๒๕ x ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ = ,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท  (สองพันล้านบาท)

 

ขุดลึก ๔ เมตร                                           =   ๘๐       ตารางกิโลเมตร

ขุดลึก ๑ เมตร ต่อ ๑ ตารางกิโลเมตร จะได้เนื้อที่  ๖๒๕ ไร่

ดังนั้น  ๖๒๕ x ๘๐                                   =   ๕๐,๐๐๐ ไร่

๑ ไร่                                                         =   ,๖๐๐   ตารางเมตร

๑.๖๐๐ ตารางเมตร X ๕๐,๐๐๐ ไร่     =   ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร       (แปดสิบล้าน ลูกบาศก์เมตร)

ขุด ๑ คิวดิน                                               =   ๒๕   บาท

๒๕ x ๘๐,๐๐๐,๐๐๐                                  =   ,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐  ล้านบาท   (สองพันล้านบาท)

สรุป  ๑๐๐ กิโลเมตร ขุดลึก ๔ เมตรต่อ ๑๐ % ของพื้นที่ จะได้พื้นที่กักเก็บน้ำ ๘๐,๐๐๐,๐๐๐   (แปดสิบล้านลูกบาศก์เมตร) รวมกันเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท (สองพันล้านบาท)

                                 ถ้าพื้นที่ระยะยาว ๔๐๐กิโลเมตร ก็เท่ากับ ๘๐,๐๐๐,๐๐๐๔ จะได้พื้นที่กักเก็บน้ำ =   ๓๒๐,๐๐๐,๐๐๐ (สามร้อยยี่สิบล้านลูกบาศก์เมตร)  ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัย   จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย เพียงมีระบบการบริหารจัดการที่ดีและถูกต้อง ตามแนวทางการบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งเขามีวิธีบริหารจัดการที่ถูกต้อง  และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว ว่าควรจะแก้อย่างไร เพียงเราบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบถูกวิธี และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม ปัญหาอุทกภัยที่เคยเกิดก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

.๕     การแก้ปัญหาภัยแล้ง 

                พรรคพลังอุดร มองไปที่ระบบการบริหารการจัดการน้ำทั่วประเทศ มีลำห้วยจำนวนมากแต่ ไม่มีฝายกักเก็บน้ำ และบ่อพักน้ำหรือสระน้ำเป็นของส่วนตัวของชาวนา  (ฝาย บ่อ และสระน้ำมีไว้ใช้   เมื่อฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้ง) จากการสอบถามพี่น้องชาวนาส่วนมาก ต้องการฝายเพื่อกักเก็บน้ำและบ่อพักน้ำ (สระน้ำ) ภาคอีสานส่วนใหญ่ จะอาศัยน้ำฝนในการทำนา เพราะไม่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านและยังเจอปัญหาการขุดเจาะน้ำบาดาลที่ส่งผลกระทบทำให้น้ำผิวดินลดลง จนก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งตามมา โครงการภายใต้นโยบายพรรคพลังอุดร  จะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและทำได้จริง

                ดังนั้น พรรคพลังอุดร จึงคิดโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างตรงจุดและยั่งยืน ตรงตามความ    ต้องการของพี่น้องประชาชนคือ โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นในลำห้วย ขุดบ่อ หรือสระในพื้นที่การเกษตร  และทำประตูปิด-เปิดน้ำ-ทำนบ ๒ ฝั่งลำห้วย เมื่อถึงต้นฤดูฝนน้ำเต็มตลิ่งของทุกปี เราก็ปิดประตูน้ำ เพื่อให้น้ำยกตัวขึ้นสูง แล้วไหลเข้าสู่แปลงนา และไหลเข้าบ่อที่ขุดเอาไว้ ในส่วนของบ่อพักน้ำของชาวนา เราจะขอ  พื้นที่ชาวนา ๑๐ % ของพื้นที่ เพื่อขุดบ่อสำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ ตอนฝนทิ้งช่วงตลอดจนฤดูแล้ง เมื่อน้ำ              เต็มบ่อ (ไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ และจะมีปลาธรรมชาติขยายพันธุ์ในฝาย ในบ่อหรือสระน้ำที่ขุดไว้) จากนั้น เปิดประตูให้น้ำไหลออก เพื่อให้ชาวนาได้เริ่มไถเพื่อปักดำ  ปิดประตูน้ำ   อีกครั้งช่วงที่ ๒ ก่อนข้าวตั้งท้อง  เพื่อเติมน้ำเข้าแปลงนาและสระน้ำ ให้ชาวนากักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง เพื่อทำนาครั้งที่ ๒ (ชาวนาทำนาได้    ปีละ ๒ ครั้ง)  ถ้าดำเนินการแล้วเสร็จ  ที่ลุ่มจะเห็นผลภายในปีแรก  ส่วนที่ดอนจะเห็นผลภายใน ๓-๕ ปี  ขั้นตอนเหล่านี้คือปัจจัยหลัก เมื่อพื้นดินสามารถทำการเกษตรได้ดี มีผลผลิตดี แรงงานหรือลูกหลาน              วัยหนุ่มสาวที่เคยอพยพไปหางานทำยังต่างถิ่นและกรุงเทพมหานคร ก็จะกลับมาทำงานยังท้องถิ่นของตน ส่งผลให้ครอบครัวอบอุ่น ลดปัญหาสังคม  คนหนุ่มสาวเมื่อแต่งงานมีบุตรแล้ว จำเป็นต้องอพยพไปหางานทำในกรุงเทพฯ ก็ทิ้งลูกให้ปู่ ย่า ตา ยาย เลี้ยงดูปู่ ย่า ตา ยาย รักหลานมากกว่าลูก ตามใจหลานและเลี้ยงหลาน   แบบผิดๆ จนเกิดปัญหาทางสังคมตามมาผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง คือ ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด        ในกรุงเทพฯ เพราะปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ส่วนใหญ่จะแก้กันที่ปลายเหตุ              โดยการสร้างหรือขยาย  ถนนสะพาน ปัจจุบันถนนในกรุงเทพฯ ไม่สามารถขยายพื้นผิวการจราจรได้     รถยนต์ รถจักรยานยนต์   มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวันหากเราตั้งข้อสังเกตจะเห็นว่า ช่วงเทศกาล วันขึ้นปีใหม่        วันสงกรานต์ คนต่างจังหวัดจะกลับบ้านเกิด  การจราจรในกรุงเทพฯจะคล่องตัวมาก ซึ่งเห็นได้ว่าหาก แก้ปัญหาภัยแล้งได้ ก็จะส่งผลต่อการแก้ปัญหาได้หลายอย่าง ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เกี่ยวกับความเป็นอยู่ ของพี่น้องคนไทยได้อย่างครอบคลุม และทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข

๒. นโยบายด้านสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

๒.๑  โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยการจัดรัฐสวัสดิการ 

(ตามสิทธิและความจำเป็น ที่พี่น้องคนไทยพึงจะได้รับประโยชน์) โดยลดค่าใช้จ่ายประจำให้น้อยลง  และรายได้เดิมคงที่หรือเพิ่มขึ้น

เช่น        (๑)     เรียนฟรีจากอนุบาลปริญญา (ยกเลิกโครงการ ก...)

(๒)    ค่าไฟฟ้าฟรี ในส่วนของผู้มีรายได้น้อย

(๓)    รักษาพยาบาลฟรี (ใช้บัตรประชาชนคนไทยเพียงใบเดียว)

(๔)    สนับสนุน   ส่งเสริม    และพัฒนาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ( สปสช. )

(๕)    นั่งรถไฟฟรีในส่วนของ บุคคลผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ นักเรียน นักศึกษา  คนตกงาน (ทำบัตรสวัสดิการให้)

(๖)   จัดสรรสวัสดิการ ผู้สูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาส ให้เหมาะสมกับสภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน

(๗)   ตั้งศูนย์พึ่งพาสำหรับเด็กเร่ร่อน บุคคลด้อยโอกาสให้ได้เรียนหนังสือ ได้รับการฝึกอบรมอาชีพ เพื่อให้มีงานทำ ลดปัญหาสังคมลงได้ส่วนหนึ่ง

๒.๒  โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้ชาวนา ไร่ละ ,๐๐๐ บาท ต่อปี (โดยรัฐสวัสดิการ)

โดยการแบ่งจ่ายปีละ  งวด  เริ่มไถปักดำไร่ละ ๑,o๐ บาท  เริ่มใส่ปุ๋ยไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท        เริ่มเก็บเกี่ยวไร่ละ  ,๐๐๐ บาท (จ่ายโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารพี่น้องชาวนาโดยตรงไม่ผ่านคนกลางและรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ)

               พรรคพลังอุดร พร้อมจะผลักดันให้พี่น้องชาวนาและเกษตรกรหมดหนี้ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้โดยเลิกการกู้หนี้ยืมสิน มีชีวิตที่อยู่ดีกินดีเสมอภาคทุกครอบครัว

๒.๓  โครงการเพิ่มค่าตอบแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน    สารวัตรกำนัน   อสม. (เพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับค่าครองชีพใน สภาวะปัจจุบัน)

๒.๔  โครงการปฏิรูปที่ดิน (ที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และที่สาธารณประโยชน์)

(๑)  ที่มาของที่ดินที่จะจัดสรรให้ประชาชน เช่น ผู้ที่ถือครองที่ดินมากเกินไปและ                          ที่สาธารณประโยชน์ที่ดินว่างเปล่าทั่วไป

               (๒)    การจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกร ที่ทำไร่เลื่อนลอยบนภูเขา (พื้นที่บนภูเขาเราจะได้ปลูกป่าต้นน้ำ) เพื่อให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินอย่างเหมาะสม และจัดสรรงบประมาณให้เกษตรกรปลูกป่า ดูแลป่าโดยเกษตรกรเอง เพื่อกระตุ้นเตือนจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่ รักและหวงแหนป่า ช่วยกันปลูกป่า เพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำในอนาคต เมื่อมีป่าก็จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ เกิดระบบนิเวศ ประชาชนได้รับประโยชน์จากป่า เช่น มีเห็ด มีหน่อไม้ป่า ยาสมุนไพรป่า และอีกมากมายที่จะช่วยให้ประชาชนได้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง

๒.๕  โครงการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์เพื่อกำจัดสารเคมีให้หมดไปจากประเทศไทย    (ภายใน ๕ - ๑๐ ปี)   

..๑   สรุปปัญหาด้านการเกษตรไทย

(๑) สารเคมีตกค้างในผลผลิตของพืชเกษตร ทำให้ไม่ผ่านการตรวจสารตกค้างในพืชเกษตรที่จะส่งออกไปต่างประเทศ

(๒) รัฐบาลไทยปล่อยให้มีการนำเข้าสารเคมี  เพื่อมาผลิตเป็นสารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป ทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออกผลผลิต  ทั้งๆ ที่ประเทศไทยสามารถยกระดับ   และพัฒนาการส่งออกให้เป็นระดับครัวโลกได้โดยไม่ยากนัก    เพราะต้นทุนทางธรรมชาติเราค่อนข้างได้เปรียบประเทศอื่นมาก

..๒     การดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

(๑)  มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น ในพิษภัยอันตรายของสารเคมี และแนวทางการตลาด  ให้รัฐบาลรับผิดชอบเรื่องการส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตร ให้กับประชาชน

(๒)  มีฝ่ายตรวจสอบสารเคมีตกค้างในพืชผัก ผลไม้ ข้าว เนื้อสัตว์ น้ำและอาหาร (ทุกอำเภอ)

(๓)  ยกเลิกการนำเข้าสารเคมี    ที่จะมาผลิตเป็นยาปราบศัตรูพืช   

๒.๖  โครงการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ    ทั้งหมดของประเทศไทย   (ทั้งบนบกและในทะเล)  เอากลับมาให้รัฐบริหารจัดการ เช่น น้ำมันและก๊าชธรรมชาติ

(๑)   เพื่อนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น มาจัดเป็นรัฐสวัสดิการให้พี่น้องประชาชน

(๒)  เพื่อปกป้องประโยชน์ที่เกิดจากทรัพยากรธรรมชาติ  ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต

(๓)  เพื่อวางแนวทางในการป้องกันการคอร์รัปชั่น  ในส่วนของผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง

(๔)  รณรงค์การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการเมืองที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางการเมือง  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งประเทศอย่างยั่งยืน

๓. นโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติด

(๑)   ยกเลิกการล่อซื้อยาเสพติด 

(๒)  ยกเลิกการตั้งรางวัลนำจับ เพิ่มโทษทางอาญาให้มากกว่าเดิม ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำผิดเอง เพิ่มโทษเป็น ๓ เท่า

(๓)  แยกที่คุมขังผู้ต้องหาคดียาเสพติด  เพื่อป้องกันการสร้างเครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ

(๔)  เกิดขึ้นในท้องที่ใด หน่วยงานที่กำกับดูแลท้องที่นั้น ต้องรับผิดชอบ

(๕)  ให้มีโครงการตรวจสารเสพติดทุกเดือน ทุกหมู่บ้าน ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้กำกับ กำนันผู้ใหญ่บ้าน สาธารณสุขตำบลและ อสม.

๔. นโยบายด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

ปัญหาโครงสร้างนักการเมืองและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์  ขายเสียง (เพื่อการปฏิรูปการเมือง)

                ๔.๑   หลักการและเหตุผล

                ปัญหาของการเมืองที่ผ่านมา  เกิดจากนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ  เนื่องจากการได้มาของนักการเมืองส่วนมากได้มาจาก

                (๑)   ส.ส. ที่มาจากทายาท  ทางการเมือง

                (๒)   ส.ส. เกาะกระแสเกิด

                (๓)   ส.ส. ที่ใช้เงินซื้อทุกอย่างเพื่อสร้างฐานการเมือง

                เมื่อที่มาของ ส.ส. เป็นแบบนี้ก็จะก่อให้เกิดฐานอำนาจทางการเมือง  และเกิดการต่อสู้ทางการเมืองแบบยอมกันไม่ได้  เกิดสงครามกลางเมืองทำให้เสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  ไม่ว่าประชาชนจะเดือดร้อนขนาดไหนก็ไม่สนใจ  จนทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศพังพินาศ  เมื่อสงครามกลางเมืองจบลง  โดยการเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ของคณะ คสช.  จนเข้าสู่สภาวะสงบแล้ว  ก็หันกลับมาดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้างเมื่อมองลึกลงไป  สาเหตุเกิดจากโครงสร้างของนักการเมืองและตัวนักการเมืองที่เป็นปัญหาหลัก

๔.๒  แนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างนักการเมือง  ปัจจุบันควรให้มีสัดส่วน ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง  เพื่อเป็นการคานอำนาจซึ่งกันและกัน เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้วิธีนี้แต่ถ้าเมื่อใดบ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ  เราก็กลับมาใช้การเลือกตั้งแบบเดิมก็ได้

(๑)    สัดส่วนของ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งควรให้มี  ๗๐ %

 ลดสัดส่วนของจำนวน ส.ส. เขตลงทุกจังหวัด

                                (๒)   สัดส่วนของ ส.ส. ที่มาจากการแต่งตั้งควรให้มี  ๓๐ %

                ๔.๓   ที่มาของ ส.ส. แบบแต่งตั้ง  สรรหามาจาก

(๑)    นักวิชาการองค์กรนิติบุคคลต่าง ๆ

(๒)   ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่าง ๆ

                ๔.   ที่มาของ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง

(๑)    พิจารณากำหนดวุฒิการศึกษาควรใช้คำว่า ก็ได้ ถ้ามีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญปี       

พุทธศักราช ๒๕๕๐  เพื่อเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นที่รู้ปัญหาพื้นที่จริง เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน บุคคล        ผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้มีโอกาสลงรับเลือกตั้ง  เพื่อให้มีทางเลือกใหม่ๆ จะได้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ และมีนักการเมืองหน้าใหม่       ที่หลากหลายมาให้ประชาชนเลือกแล้ว ยังเป็นการป้องกันนักการเมืองที่เดินสายลงสมัคร และสิ่งสำคัญ

ผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ควรเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๕ ปี (เพื่อป้องกันนักการเมืองเดินสายลงสมัคร พอถึงเวลาเลือกตั้งก็นำเงินมาซื้อคะแนนเสียงอย่างเดียว)

๔.๕   โครงการการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์  ขายเสียง

..๑   แผนดำเนินการ

                (๑)  ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองและนักการเมืองคืออะไร

                (๒)  สร้างเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ด้วยการกำหนดกติกาเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

                (๓)   บทลงโทษสถานหนักสำหรับผู้ซื้อสิทธิ์และขายเสียง

                (๔)   ประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่ของนักการเมืองว่ามีอะไรบ้าง

                (๕)   ควรให้คนพื้นที่เขตเลือกตั้งลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต  เป็นบุคคลผู้มี

ภูมิลำเนาในพื้นที่เขตเลือกตั้งนั้นๆ ไม่น้อยกว่า ๕ ปี

                (๖)   กำหนดให้พรรคการเมืองทุกพรรค  เสนอแนวนโยบายพรรคต่อพี่น้องประชาชน    ให้ชัดเจน

              (๗)  ยกเลิกการแจ้งวงเงินในบัญชีธนาคารที่ต้องแจ้งต่อ  กกต.หลังจากส่งใบสมัครลงรับเลือกตั้งแล้วภายใน ๓ วัน  จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัคร (ทำให้พรรคเล็กๆ ที่มีเงินน้อยไม่มีโอกาสส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขต) สำหรับวงเงินที่ใช้ในการหาเสียงให้ใช้วงเงินเดิมตามกำลังของผู้สมัครแต่ไม่เกิน  ๑,๕๐๐,๐๐๐  บาท  เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของพี่น้องประชาชน

(๘)   การอุดหนุนค่าใช้จ่ายพรรคการเมืองของกองทุนพัฒนาการเมือง  แบบแบ่งเขต ๑ จังหวัดต่อ ๑ เขต   ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งหลังจากเลือกตั้งแล้วกองทุนพัฒนาการเมืองจ่าย ๕๐ บาท ต่อ ๑ คะแนน   และผู้ที่ได้ รับเลือกตั้งอย่างน้อยต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า  ๓๐% ของผู้มาใช้สิทธิ์

(๙)   พรรคที่ไม่ส่งผู้สมัคร ๒  สมัยติดต่อกันให้ยุบพรรค

(๑๐)   พรรคที่ส่งผู้สมัคร ๓  สมัยติดต่อกัน  แล้วไม่ได้รับการเลือกตั้งให้ยุบพรรค

..๒   การประชาสัมพันธ์

                (๑)  ให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ทางหอกระจายข่าว  เรื่อง บทบาทหน้าที่ของพรรค

การเมืองและนักการเมืองเพื่อจะให้กลุ่มที่จะตั้งพรรคการเมือง  มีนโยบายและแนวทางที่ตรงกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริง ๆ

                (๒)  ใช้สื่อวิทยุที่เป็นสถานีวิทยุท้องถิ่นและสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ ทุกสถานีประชาสัมพันธ์นโยบายทุกพรรคการเมืองให้ทุกพรรคมีโอกาสเท่าๆ กัน ใช้เวลาประชาสัมพันธ์ในช่วงเช้าและช่วงบ่ายทุกวัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งพรรคที่ได้รับการเลือกตั้ง ให้แถลงผลงานหรือนโยบายของพรรคต่อประชาชนในเขตรับผิดชอบเดือนละ ๑ ครั้ง         

เพื่อประชาชนจะได้ทราบการทำงานของพรรคการเมืองและนักการเมือง ตัวนักการเมืองจะได้คิดทำนโยบาย แนวทางแก้ไขปัญหานำมาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบ  เพื่อประชาชนจะได้นำไปพิจารณาเป็นแนวทางในการตัดสินใจ  เลือกผู้แทนและพรรคการเมืองที่เขาคิดว่ามีนโยบายและแนวทางที่ตรงกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริงๆ  อย่างมีเหตุและผล  แต่ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ตามที่แถลงนโยบายไว้กับประชาชน  หรือไม่มีผลงานสมัยต่อไปประชาชนก็จะไม่เลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองนั้นอีก  ไม่ใช่ถึงเวลาเลือกตั้งก็นำเงินมาซื้อเสียง  ได้รับการเลือกตั้งแล้วก็หายตัวไปจากประชาชน สิ่งที่เป็นภารกิจหลักของนักการเมืองที่ซื้อเสียงหลังได้รับการเลือกตั้งแล้วคือ                    

การหาวิธีที่จะทำทุกอย่างที่จะถอนทุนคืน เท่านั้น

                (๓)  ใช้หนังสือพิมพ์หน้ากลาง    เพื่อเป็นพื้นที่นำเสนอแนวทาง นโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค

               (๔) เปิดโอกาสให้ทุกพรรคการเมืองเท่าๆ กันแถลงนโยบายได้อาทิตย์ละ ๑ ครั้ง  จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง  ถ้าทำให้ประชาชนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองและนักการเมืองว่ามีอะไรบ้าง หลังจากพี่น้องประชาชนเข้าใจแล้ว เชื่อว่านักการเมืองที่หิ้วกระเป๋ามาเพื่อจะซื้อเสียงอย่างเดียว  จะไม่ได้ใจพี่น้องประชาชนและหมดโอกาสได้รับการคัดเลือกจากพี่น้องประชาชน

                     ตัวอย่างป้ายประชาสัมพันธ์นโยบายพรรคการเมืองประจำหมู่บ้าน          

พรรค………

พรรค………..

พรรค………..

พรรค………

พรรค……….. 

๔.๕.๓   บทบาทหน้าที่ของประชาชนในการตัดสินใจที่จะเลือกพรรคการเมือง และนักการเมือง

                  (๑)    ให้ดูคุณสมบัติของพรรคการเมือง และนักการเมืองก่อนว่าที่มาถูกต้องหรือไม่

                 (๒)    นโยบายที่แต่ละพรรคอธิบายแล้วมีความเป็นไปได้ และทำได้จริงหรือไม่

๔.๕.๔   จัดให้มีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประจำตำบล หมู่บ้าน  เพื่อให้บริการประชาชนได้  สามารถเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่าเดิม

๕.     นโยบายด้านคมนาคม  ทางบก  ทางน้ำ   และทางอากาศ 

.๑  การคมนาคม ทางบก

.. โครงการรถรางคู่  (ออกแบบโดยคนไทย สร้างโดยคนไทย)  มีคุณสมบัติ ดังนี้

              (๑)    เป็นรถรางคู่ที่มีน้ำหนักเบา มีความเร็วสูง วิ่งได้ ๑๕๐-๑๘๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง

             (๒)   มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก ถ้าเทียบกับรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพราะรถรางคู่ออกแบบโดย     คนไทยและสร้างโดยคนไทย เพื่อให้เกิดนวัตกรรม วิศวกรรม-อุตสาหกรรม ของประเทศไทย

 (๓)   เส้นทางเดินรถรางคู่ใต้ดิน ในเขตเทศบาล  เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ในกรณี    จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีการจราจรแออัด (สามารถทำได้โดยไม่มีผลกระทบต่อการจราจรในระหว่างก่อสร้าง)

(๔)   เส้นทางเดินรถรางคู่ ใช้เกาะกลางถนนที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันที่สามารถเชื่อมต่อกันได้  เพราะมีถนน ๔ เลน ทุกจังหวัด สำหรับก่อสร้างขนาดความกว้างของรางสำหรับเดินรถ  ๑๕๐ ซ..       ใช้ขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสาร โดยจะสร้าง  (ให้ครบทุกจังหวัดในประเทศไทยที่มี                     ถนน ๔  เลน   เชื่อมติดต่อกัน)   

..๒    สายเริ่มต้น คือ

(๑)   สายกรุงเทพฯ ถึง  จังหวัดสระบุรี-นครราชสีมา-ขอนแก่น-อุดรธานี-หนองคาย

(๒)  สายกรุงเทพฯ ถึง  จังหวัดสระบุรี-นครราชสีมา-บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ-อุบลราชธานี

(๓)  สายกรุงเทพฯ ถึง  จังหวัดอยุธยา-อ่างทอง-สิงห์บุรี-ชัยนาท-นครสวรรค์-กำแพงเพชร             ตาก-ลำปาง-เชียงใหม่

(๔)  สายกรุงเทพฯ ถึง  จังหวัดระยอง-จันทบุรี

(๕)  สายกรุงเทพฯ ถึง  จังหวัดยะลา-เบตง

 และสายรองจังหวัดต่อจังหวัดสามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกจังหวัด

..๓   ประโยชน์ที่จะได้รับจากรถรางคู่ ประชาชนสามารถใช้บริการได้ ๒ แบบ

                (๑)  แบบ VIP  ค่าโดยสารราคาถูก  ประหยัดเวลา มีทั้ง ระยะสั้นและระยะยาว

                (๒)  แบบขนส่งสินค้า ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

..๔   แผนดำเนินการรถรางคู่

            (๑)  ในส่วนของตัวรถ ให้บริษัทเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยมาสัมปทานเช่น การออกแบบตัวรถการสร้างตัวรถและการเดินรถ

            (๒)  การก่อสร้างรางเดินรถของรถรางคู่ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยรับผิดชอบออกแบบ       และก่อสร้าง

..๕   การคมนาคม ทางน้ำ  ทางอากาศ

            (๑)  โครงการเสริมสร้างนวัตกรรม การบริหารจัดการ การพัฒนาด้านการให้บริการ

                (๒)  การพัฒนาศักยภาพการบินพาณิชย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

                (๓)  เปิดให้มีการแข่งขันด้านการให้บริการ

                (๔)  เปิดเวทีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ

๖. นโยบายด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

.๑     โครงการผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง  สำหรับจังหวัดที่มีความพร้อมก่อน

                (๑)  อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการเป็นของประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชนภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๒)  จัดระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ให้มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่เป็นอุปสรรค    และไม่เป็นการซ้ำซ้อนกับการพัฒนาท้องถิ่น  มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชน        และประเทศชาติ

(๓)  พัฒนาท้องถิ่นอย่างทั่วถึง  ข้อดีส่วนหนึ่ง ส่วนกลางไม่สามารถสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ทำให้จังหวัดมีอำนาจจัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ และในการใช้จ่ายงบประมาณ ก็สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะอยู่ใกล้ชิดประชาชน

.๒      โครงการจัดตั้งสภาประชาชน เพื่อปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

.๓        จัดตั้งสภาประชาชนระดับจังหวัดๆละ ๑ สภาฯ

              (๑)  ที่มาของสมาชิกสภาประชาชนระดับจังหวัด มาจากตัวแทนตำบลละ ๑ คน ที่มาของประธานบริหารสภาประชาชน มาจากสมาชิกสภาประชาชน กำหนดให้ประธานบริหารดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน ๑ วาระๆละ ไม่เกิน ๒ ปี การใช้จ่ายงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น เบิกจ่ายที่คลังจังหวัดให้คงไว้งบประมาณรายจ่ายประจำให้คงไว้เจ้าหน้าที่พนักงานจ้าง, ลูกจ้างชั่วคราว

                  (๒)   กำหนดให้มีการประชุม  อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง

                (๓)   ให้ ส.. ในเขตพื้นที่เข้าร่วมประชุมทุกครั้ง ถ้า ส.. ขาดประชุมเกิน ๓ ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร ให้สภาประชาชนจังหวัดทำเรื่องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฏรเพื่อพิจารณาถอดถอนจากการเป็น ส..

                (๔)   ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด (หรือตัวแทน) ทุกหน่วยงานในจังหวัดเข้าร่วมประชุม  สภาประชาชนตามที่สภาประชาชนกำหนดเพื่อรับทราบปัญหา  และประชาชนได้ติดตามการทำงานหน่วยงานที่เป็นองค์กรของรัฐ

.๔   บทบาทหน้าที่ของสภาประชาชนระดับจังหวัด 

                (๑)    มีหน้าที่ กำหนดแผนพัฒนาจังหวัดร่วมกับองค์กรและหน่วยงานของรัฐประจำจังหวัด ในการจัดทำในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด  และตรวจสอบการทำงาน การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน  ตรวจสอบและติดตามการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เพื่อให้เป็นเวทีของประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์แบบ และบริหารการทำงานของเจ้าหน้าที่  พนักงานจ้างในสภาประชาชน  (ใช้โครงสร้างบุคลากรท้องถิ่นเดิม) เปลี่ยนเฉพาะโครงสร้างคณะผู้บริหารและสภาฯ

.๕     จัดตั้งสภาประชาชนระดับตำบล  ตำบลละ ๑ สภาฯ                                                            

                (๑)  ที่มาของสมาชิกสภาประชาชนระดับตำบลมาจาก  ตัวแทนหมู่บ้านละ ๑๐  คน ที่เป็นกรรมการ  ๙ ฝ่ายคนที่ ๑๐ คือกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง  ให้คณะผู้บริหารสภาประชาชนตำบล มาจากสมาชิกสภาประชาชนตำบล  การใช้จ่ายงบประมาณในการพัฒนา  ให้เบิกจ่ายที่คลังจังหวัด  ให้คงไว้รายจ่ายประจำ  (ใช้โครงสร้างบุคลากรท้องถิ่นเดิม)  เปลี่ยนเฉพาะโครงสร้างคณะผู้บริหารและสภาฯ                                                                                   (๒)  ให้ ส.. ในเขตพื้นที่เข้าร่วมประชุมอย่างน้อย๓ เดือนต่อ ๑ ครั้ง                                             

            (๓)  ให้นายอำเภอ  หัวหน้าส่วนราชการอำเภอ  หรือตัวแทนเข้าร่วมประชุมทุกเดือน  เพื่อรับทราบปัญหาของประชาชน

.๖     บทบาทหน้าที่ของสภาประชาชนระดับตำบล

                (๑)  มีหน้าที่กำหนดแผนพัฒนาระดับตำบล  ร่วมกับหน่วยงานของรัฐในอำเภอและตำบล  ในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล  ตรวจสอบการทำงานในการใช้จ่ายงบประมาณพัฒนาท้องถิ่น และหน่วยงานที่เป็นองค์กรของรัฐ  ตรวจสอบและติดตามการทำงานของ ส..

๗. นโยบายด้านพระพุทธศาสนา

.๑        ปัญหาทางด้านพระพุทธศาสนา

                (๑)  ขั้นตอนการบวชเข้ามาเป็นพระสงฆ์บางรูปง่ายเกินไป

(๒)  การประกอบกิจของสงฆ์บางรูปไม่เหมาะสม  และการรักษาพระธรรมวินัยของสงฆ์          บางรูปไม่เคร่งครัด

.๒       แนวทางแก้ไข

                (๑)  โครงการจัดตั้งโรงเรียนเตรียมบวชพระสงฆ์

(๒)  โรงเรียนเตรียมความพร้อมก่อนที่จะบวชเป็นพระ จังหวัดละ ๑ แห่ง

(๓)  ต้องเข้าเรียนเพื่อเตรียมบวชอย่างน้อย ๓–๖ เดือน ยกเว้นการบวชแก้บนระยะไม่เกิน ๗ วัน

๑๕ วัน เพื่อให้คนที่ต้องการจะบวช ได้ศึกษาพระธรรมวินัยก่อนบวช และต้องผ่านหลักสูตรโรงเรียนเตรียมก่อน

(๔)  อบรมให้ความรู้การประกอบกิจของสงฆ์ที่เหมาะสมและศึกษาพระธรรมวินัยก่อน       เนื่องจากพระสงฆ์บางรูปไม่สำรวม  ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นสมณะเพศ   พระสงฆ์บางรูป    นั่งบิณฑบาตหน้าตลาดตอนเช้าทั้งที่ไม่พิการ

(๕)  เพิ่มนิตยภัต (ค่าตอบแทนครูสอนนักธรรม–เปรียญธรรม)  มีรางวัลบุคคลที่สอบได้นักธรรมและเปรียญธรรม  ตามระดับชั้นการศึกษา

๘.   นโยบายด้านการศึกษา

 .๑  ปัญหาเรื่องการศึกษาไทย

(๑) ปัจจุบันการศึกษาในประเทศ  ต้องประสบกับปัญหาการผลิตนักศึกษาออกมาแล้วไม่มีงานทำ

(๒)  การเลือกสายเรียนของผู้เรียนที่ส่วนมากมุ่งเน้นเรียนแต่สายสามัญ  ส่วนมากก็จะเรียนไม่จบ  แต่ถึงจบก็ไม่ค่อยมีงานทำเนื่องจากสายที่เรียนมาไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ

(๓)  ไม่มีเงินค่าเล่าเรียนในส่วนของผู้มีรายได้น้อย 

.๒   แนวทางการแก้ไข

แนวทางในการแก้ไข

 ส่งเสริมและแนะแนวให้เด็กนักเรียน  นักศึกษาไทย  หันมาสนใจเรียนสายอาชีพมากขึ้น

สำรวจข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศว่า            

ต้องการแรงงานประเภทใดบ้าง

ให้สถาบันการศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จัดหลักสูตรการเรียนการ

สอนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการนั้นๆ และให้ผู้ประกอบการส่งบุคลากรมาร่วมสอนกับทางสถาบันการเรียนตามสายที่ผู้ประกอบการต้องการ เมื่อจบแล้วก็รับเข้าทำงานได้ทันทีและยังต้องพัฒนาแรงงานไทย  ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศอีกด้วย

      (๔)  เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาล  ถึงปริญญา        

      (๕) มีเวทีส่งเสริมพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยและการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการจดสิทธิบัตรและแจ้งภูมิปัญญา

     (๖)การปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา ภาคประชาชน เรื่องต้นทุนทางสังคมของประชาชนทั่วไปเช่นปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ให้เยาวชนของชาติได้สืบทอด ภูมิปัญญาต่อไป